(ตัวอย่างบทความทางด้านการเงิน 843 คำ) ทำงานเก็บเงินมาตั้งนานทำไมไม่รวยสักที แล้วเมื่อไรถึงจะรวย


ทำงานเก็บเงินมาตั้งนานทำไมไม่รวยสักที แล้วเมื่อไรถึงจะรวย

มีผู้คนมากมายที่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน ประหยัดอดออมเก็บเงินมานานหลายปี หรือบางคนอาจจะเก็บออมเงินมากว่าครึ่งของชีวิต และเคยสงสัยไหมครับว่า ทรัพย์สินเงินทองที่เราได้เก็บออมเอาไว้นั้น หากเรามาตรวจเช็คคำนวณดูแล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า สถานะของเราตอนนี้อยู่ในขั้นไหน “ยากจน”, “พอมีพอกิน”, “ร่ำรวย”, “เศรษฐี” การจะวัดว่าเรานั้นร่ำรวยมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นหรือไม่ เราสามารถวัดได้ครับ แต่ก่อนที่เราจะไปวัดอัตราความมั่งคั่ง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” กันก่อนครับ

ความหมายของคำว่า “อิสรภาพทางด้านการเงิน” นั้น หลายคนอาจจะมีคำนิยามต่างกันออกไป แต่ตามหลักการแล้วจะหมายถึง การมีรายได้ที่ไม่ได้มาจากการลงแรงทำงานของเรา กล่าวคือ เมื่อวันใดที่เราไม่สามารถทำงานได้อาจเกิดจากการตกงาน หรือเกษียณ หรือไม่ต้องทำงานแล้ว ก็ยังมีรายได้เข้ามาเพียงพอต่อการดำรงชีวิตและไม่ต้องกังวลในเรื่องของเงินอีกต่อไป โดยที่เราสามารถเลือกที่จะทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้ 

ซึ่งการได้มาของ “อิสรภาพทางด้านการเงิน” นั้น เราต้องรู้จักสะสมทรัพย์สินที่สามารถทำงานให้เราได้ ตัวอย่างทรัพย์สินที่ทำงานแทนเรา อาทิเช่น อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดให้เช่า, เงินฝากธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูง, ตราสารหนี้,หุ้น,กองทุนรวมเป็นต้น
ก่อนอื่นเรามาดูวิธีวัดความอยู่รอดและความมั่งคั่งของเรากันก่อนครับ

1.ก่อนจะรวยและมั่งคั่งต้องทำชีวิตของตนเองให้อยู่รอดก่อน ซึ่งมีสูตรทางด้านการเงินคำนวณดังนี้

ผลลัพธ์ที่ได้ต้องมากกว่า 1

ก่อนที่เราจะรวยและมีความมั่งคั่งนั้น เราต้องทำชีวิตของเราให้อยู่รอดได้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เราจะมีรายได้หลักมาจากการทำงาน และรายได้จากทรัพย์สิน รายได้จากการทำงานก็อาทิเช่น ค่าจ้าง,เงินเดือน ส่วนรายได้จากทรัพย์สิน เช่น รายได้จากค่าเช่าบ้านหรือคอนโด,เงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุนรวม,ดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นต้น  มาดูตัวอย่างกันครับ

นายทำงาน พอมีพอกิน  เป็นลูกจ้างบริษัทมีรายได้หลักจากการทำงาน ปีละ 200,000 บาท มีรายได้จากสินทรัพย์เป็นค่าเช่าบ้านปีละ 50,000 บาท และมีรายได้จากเงินปันผลจากหุ้นและกองทุนรวมอีก 10,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประมาณ 100,000 บาท เรามาตรวจดูอัตราการอยู่รอดของ นายทำงาน ก่อนว่าเป็นเท่าไหร่ จากสูตรข้างต้น
  

จากตัวอย่างเราพอจะทราบได้ว่า อัตราการอยู่รอดของนายทำงานมากกว่า 1 เท่า ก็แสดงว่า นายทำงาน มีรายได้มากกว่ารายจ่าย และสามารถดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ แต่จะร่ำรวยและมั่งคั่งหรือไม่ ต้องมาดูกันต่อไปครับ

2. เมื่อทำชีวิตให้อยู่รอดได้แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่าร่ำรวยและมีความมั่งคั่ง เราสามารถวัดได้จากสูตรดังนี้

ผลลัพธ์ต้องมากกว่า 1

เมื่อในขั้นตอนแรก เราได้วัดอัตราการอยู่รอดได้แล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาค่อนข้างดี ซึ่งสามารถทำให้การใช้ชีวิตของเราอยู่รอดได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันแล้ว ต่อมาก็ต้องมาวัดกันว่าเมื่ออยู่รอดได้แล้ว แล้วเรามีความร่ำรวยหรือมั่งคั่งหรือเปล่า จากตัวอย่างเดิมเราเอาข้อมูลมาคำนวณอัตราส่วนความมั่งคั่งได้ดังนี้
      

จากผลลัพธ์ที่ได้จะเห็นว่ามีค่าน้อยกว่า 1 ซึ่งแสดงว่านายทำงาน มีความมั่งคั่งน้อยเพียงแค่ 0.6 เท่า หรือแทบจะไม่มั่งคั่งเลย คือไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากตกงานไม่มีงานทำไม่มีรายได้จากการทำงาน และมีรายได้จากทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว หากจะเพิ่มความมั่งคั่งก็ต้อง สะสมทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เรามากขึ้น เก็บออมและนำไปลงทุนให้มากขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่นั้นมักจะสามารถทำได้ดีในข้อที่ 1 คือมีอัตราส่วนความอยู่รอดที่ดี แต่อัตราส่วนความมั่งคั่งยังน้อย คือต้องพึ่งพารายได้จากการทำงานเป็นหลัก ถ้าหากเราอยากจะมีความร่ำรวยมั่งคั่งจนสามารถมี “อิสรภาพทางการเงิน” ได้ เราก็ต้องเก็บออมให้มากขึ้นกว่าเดิม และนำไปลงทุนสะสมในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้เรามาก ๆ เพื่อเป้าหมายความมั่งคั่ง และ “อิสรภาพทางการเงิน” ของเราในอนาคตครับ

ผู้เขียน: รัชพงศ์  มูลไว



(บทความนี้มีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ไม่อนุญาตให้ทำซ้ำ ดัดแปลง คัดลอก หากต้องการใช้บทความกรุณาติดต่อเจ้าของบทความก่อน)



Like the Post? Do share with your Friends.

IconIconIconFollow Me on Pinterest

สถิติผู้เยี่ยมชม

Blogroll

What's Hot