ทำงานเก็บเงินมาตั้งนานทำไมไม่รวยสักที
แล้วเมื่อไรถึงจะรวย
มีผู้คนมากมายที่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน
ประหยัดอดออมเก็บเงินมานานหลายปี หรือบางคนอาจจะเก็บออมเงินมากว่าครึ่งของชีวิต
และเคยสงสัยไหมครับว่า ทรัพย์สินเงินทองที่เราได้เก็บออมเอาไว้นั้น หากเรามาตรวจเช็คคำนวณดูแล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า
สถานะของเราตอนนี้อยู่ในขั้นไหน “ยากจน”, “พอมีพอกิน”, “ร่ำรวย”, “เศรษฐี”
การจะวัดว่าเรานั้นร่ำรวยมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นหรือไม่ เราสามารถวัดได้ครับ
แต่ก่อนที่เราจะไปวัดอัตราความมั่งคั่ง ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน”
กันก่อนครับ
ความหมายของคำว่า “อิสรภาพทางด้านการเงิน” นั้น หลายคนอาจจะมีคำนิยามต่างกันออกไป
แต่ตามหลักการแล้วจะหมายถึง การมีรายได้ที่ไม่ได้มาจากการลงแรงทำงานของเรา กล่าวคือ
เมื่อวันใดที่เราไม่สามารถทำงานได้อาจเกิดจากการตกงาน หรือเกษียณ หรือไม่ต้องทำงานแล้ว
ก็ยังมีรายได้เข้ามาเพียงพอต่อการดำรงชีวิตและไม่ต้องกังวลในเรื่องของเงินอีกต่อไป
โดยที่เราสามารถเลือกที่จะทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้
ซึ่งการได้มาของ “อิสรภาพทางด้านการเงิน” นั้น
เราต้องรู้จักสะสมทรัพย์สินที่สามารถทำงานให้เราได้
ตัวอย่างทรัพย์สินที่ทำงานแทนเรา อาทิเช่น อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดให้เช่า,
เงินฝากธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูง, ตราสารหนี้,หุ้น,กองทุนรวมเป็นต้น
ก่อนอื่นเรามาดูวิธีวัดความอยู่รอดและความมั่งคั่งของเรากันก่อนครับ
1.ก่อนจะรวยและมั่งคั่งต้องทำชีวิตของตนเองให้อยู่รอดก่อน
ซึ่งมีสูตรทางด้านการเงินคำนวณดังนี้
ผลลัพธ์ที่ได้ต้องมากกว่า 1
ก่อนที่เราจะรวยและมีความมั่งคั่งนั้น
เราต้องทำชีวิตของเราให้อยู่รอดได้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เราจะมีรายได้หลักมาจากการทำงาน
และรายได้จากทรัพย์สิน รายได้จากการทำงานก็อาทิเช่น ค่าจ้าง,เงินเดือน ส่วนรายได้จากทรัพย์สิน
เช่น
รายได้จากค่าเช่าบ้านหรือคอนโด,เงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุนรวม,ดอกเบี้ยเงินฝาก
เป็นต้น มาดูตัวอย่างกันครับ
นายทำงาน พอมีพอกิน เป็นลูกจ้างบริษัทมีรายได้หลักจากการทำงาน ปีละ
200,000 บาท
มีรายได้จากสินทรัพย์เป็นค่าเช่าบ้านปีละ 50,000 บาท และมีรายได้จากเงินปันผลจากหุ้นและกองทุนรวมอีก
10,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประมาณ 100,000
บาท เรามาตรวจดูอัตราการอยู่รอดของ นายทำงาน ก่อนว่าเป็นเท่าไหร่
จากสูตรข้างต้น
จากตัวอย่างเราพอจะทราบได้ว่า
อัตราการอยู่รอดของนายทำงานมากกว่า 1 เท่า ก็แสดงว่า นายทำงาน
มีรายได้มากกว่ารายจ่าย และสามารถดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้
แต่จะร่ำรวยและมั่งคั่งหรือไม่ ต้องมาดูกันต่อไปครับ
2. เมื่อทำชีวิตให้อยู่รอดได้แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่าร่ำรวยและมีความมั่งคั่ง เราสามารถวัดได้จากสูตรดังนี้
ผลลัพธ์ต้องมากกว่า 1
เมื่อในขั้นตอนแรก
เราได้วัดอัตราการอยู่รอดได้แล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาค่อนข้างดี ซึ่งสามารถทำให้การใช้ชีวิตของเราอยู่รอดได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันแล้ว
ต่อมาก็ต้องมาวัดกันว่าเมื่ออยู่รอดได้แล้ว แล้วเรามีความร่ำรวยหรือมั่งคั่งหรือเปล่า
จากตัวอย่างเดิมเราเอาข้อมูลมาคำนวณอัตราส่วนความมั่งคั่งได้ดังนี้
จากผลลัพธ์ที่ได้จะเห็นว่ามีค่าน้อยกว่า 1
ซึ่งแสดงว่านายทำงาน มีความมั่งคั่งน้อยเพียงแค่ 0.6 เท่า
หรือแทบจะไม่มั่งคั่งเลย คือไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากตกงานไม่มีงานทำไม่มีรายได้จากการทำงาน
และมีรายได้จากทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว หากจะเพิ่มความมั่งคั่งก็ต้อง
สะสมทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เรามากขึ้น เก็บออมและนำไปลงทุนให้มากขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า
คนส่วนใหญ่นั้นมักจะสามารถทำได้ดีในข้อที่ 1 คือมีอัตราส่วนความอยู่รอดที่ดี
แต่อัตราส่วนความมั่งคั่งยังน้อย คือต้องพึ่งพารายได้จากการทำงานเป็นหลัก
ถ้าหากเราอยากจะมีความร่ำรวยมั่งคั่งจนสามารถมี “อิสรภาพทางการเงิน” ได้ เราก็ต้องเก็บออมให้มากขึ้นกว่าเดิม
และนำไปลงทุนสะสมในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้เรามาก ๆ เพื่อเป้าหมายความมั่งคั่ง
และ “อิสรภาพทางการเงิน” ของเราในอนาคตครับ
ผู้เขียน: รัชพงศ์ มูลไว
ผู้เขียน: รัชพงศ์ มูลไว
(บทความนี้มีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ไม่อนุญาตให้ทำซ้ำ ดัดแปลง คัดลอก หากต้องการใช้บทความกรุณาติดต่อเจ้าของบทความก่อน)
